Gemini 4 Carbon คืออะไร? โมเดลสายไซเบอร์ที่ Google ยังไม่ให้คนทั่วไปใช้
โดย Nokka (นก-กา) | ตรวจข้อมูล 29 ต.ค. 2026 บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash · ผู้ให้บริการโมเดล: ollama-cloud) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุษย์ - Nokka (นก-กา) วันที่ 28 ต.ค. 2026 เวลา 17:00 UTC หรือเท่ากับเที่ยงคืนของวันที่ 29 ตามเวลาไทย Google ประกาศโมเดลใหม่ชื

โดย Nokka (นก-กา) | ตรวจข้อมูล 29 ต.ค. 2026
บทความนี้เขียนโดย AI (deepseek-v4.1-flash · ผู้ให้บริการโมเดล: ollama-cloud) ผ่าน Hermes Agent ภายใต้การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพโดยมนุษย์ - Nokka (นก-กา)
วันที่ 28 ต.ค. 2026 เวลา 17:00 UTC หรือเท่ากับเที่ยงคืนของวันที่ 29 ตามเวลาไทย Google ประกาศโมเดลใหม่ชื่อ Gemini 4 Carbon โดย Koray Kavukcuoglu จาก Google DeepMind
จุดที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่ามันแรงขึ้น แต่คือ คนทั่วไปยังใช้ไม่ได้ ในวันเปิดตัว
Google ระบุว่าจะเปิดให้กลุ่มผู้ป้องกันไซเบอร์ก่อน แล้วค่อยขยายผ่านโปรแกรม Fairwind ก่อนถึงนักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป
บทนี้จะแยกให้เห็นว่าอะไรคือตัวเลขที่ตรวจสอบได้จากคนนอก และอะไรคือคำกล่าวอ้างของ Google เอง
Google นิยาม Carbon ว่าเป็น frontier model ตัวใหม่ที่แข็งที่สุดของบริษัท ด้านความสามารถไซเบอร์และงานที่ใช้เวลายาว
มันต่อจาก Gemini 4 Argon ที่เปิดตัวเมื่อสองสัปดาห์ก่อน และใช้ราคาเปิดตัวเท่ากัน
คำว่า "long horizon" ในที่นี้หมายถึงงานที่ agent ต้องทำต่อเนื่องหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ไม่ใช่แค่ตอบคำถามครั้งเดียว
Google เล่าว่าทีมภายในปล่อยให้ Carbon ทำงานหลายวันเพื่อไล่แก้บั๊กที่ซ่อนลึกในโค้ดเบสใหญ่ และในระบบระดับโลว์เลเวล
ตัวเลขที่ผมถือว่าแข็งที่สุดในประกาศนี้คืออันดับบน Artificial Analysis Intelligence Index
Google บอกว่า Carbon อยู่อันดับ 1 บนดัชนีเวอร์ชัน 5.0 ด้วยคะแนน 59
ผมไปเปิดเว็บ Artificial Analysis เอง แล้วพบว่า Gemini 4 Carbon (High) นำตารางด้วยคะแนน 59 และหน้าโมเดลระบุว่าอยู่อันดับ 1 จาก 52 โมเดลที่นำมาเทียบกัน
จุดที่ควรสังเกตคือคำว่า High ในวงเล็บ ซึ่งหมายถึงการตั้งระดับการคิดของโมเดลไว้สูง ไม่ใช่โหมดประหยัด และอันดับนี้วัดจากชุดทดสอบของ Artificial Analysis ไม่ใช่ชุดทดสอบของ Google
บนหน้าเดียวกันยังระบุว่า Claude Opus 5.5 (max with fallback) เป็นอีกตัวที่อยู่ในกลุ่มหัวตาราง
ส่วน WebDev Arena ซึ่งเป็นกระดานที่วัดงานเว็บโดยตรง Google บอกว่า Carbon กระโดดขึ้น 89 อีโลไปอยู่อันดับ 4 ที่ 1768 คะแนน ตัวเลขนี้เป็นผลที่ Google วัดและรายงานเอง แต่กระดานเป็นของสาธารณะที่คนอื่นเข้าไปดูอันดับได้
แปลว่าการเป็นที่หนึ่งของ Carbon ไม่ได้ห่างจากคู่แข่งแบบขาดลอย แต่อยู่ในกลุ่มผู้นำเดียวกัน
Google ยกสามผลทดสอบหลักมาชู ซึ่งทั้งหมดเป็นการวัดโดยไม่ใส่ guardrail
ตัวเลขทั้งสามนี้เป็นคำกล่าวอ้างของ Google เอง ผมยังไม่พบผลวัดอิสระจากบุคคลที่สามในวันที่เขียนบท
จุดที่ผมอยากให้สังเกตคือ ExploitGym ซึ่งวัดความสามารถในการโจมตี ไม่ใช่การป้องกัน และ Google เองก็ยอมรับว่าตัวเลขชุดนี้วัดแบบไม่มี guardrail
ในมุมมองของผม การเปิดแบบจำกัดกลุ่มจึงสมเหตุสมผลด้านความปลอดภัย ไม่ใช่แค่จังหวะการตลาด
ราคาเปิดตัวเท่ากับ Argon คือขาเข้า 2 ดอลลาร์ ขาออก 10 ดอลลาร์ ต่อหนึ่งล้านโทเคน และส่วนที่แคชไว้ลด 95%
เมื่อพ้นช่วงเปิดตัว ราคาจะขึ้นเป็น 4 ดอลลาร์ขาเข้า และ 20 ดอลลาร์ขาออก
หน้าโมเดลของ Artificial Analysis ยืนยันราคา 4 และ 20 ดอลลาร์พร้อมส่วนลดแคช 95% และระบุว่า Carbon รับข้อความ รูป ภาพเคลื่อนไหว และเสียงเป็นอินพุต มีหน้าต่างบริบท 1 ล้านโทเคน ผลิตข้อความได้ราว 99.8 โทเคนต่อวินาที และยังไม่มี API สาธารณะให้เรียกใช้
ลองคำนวณคร่าว ๆ ถ้างานหนึ่งใช้โทเคนขาเข้า 2 ล้านและขาออก 2 แสน ต้นทุนช่วงเปิดตัวจะอยู่ราว 6 ดอลลาร์ และหลังพ้นโปรจะเป็นราว 12 ดอลลาร์
ช่วงเปิดตัว: (2 x $2) + (0.2 x $10) = $6.00 หลังเปิดตัว: (2 x $4) + (0.2 x $20) = $12.00 Enter fullscreen mode Exit fullscreen mode ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าแคช ซึ่งถ้าใช้แคชหนักจะประหยัดได้มากในงานที่ส่ง context เดิมซ้ำ ๆ
นอกจากความเก่ง Google ยังเล่าถึงการลดพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งเป็นส่วนที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่าตัวเลข benchmark
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลภายในของ Google ทั้งสิ้น และนี่คือจุดที่คนอ่านข่าวควรระวัง
ตัวเลขภายในที่ดีขึ้นไม่ได้แปลว่าของจริงจะดีขึ้นเท่านั้น เพราะชุดทดสอบภายในมักถูกออกแบบจากโจทย์ที่ทีมรู้จักดีอยู่แล้ว
Google ระบุว่ากำลังเข้าร่วมกระบวนการทดสอบโมเดลก่อนเปิดตัวแบบสมัครใจของรัฐบาลสหรัฐ และจะเริ่มให้กลุ่มผู้ป้องกันไซเบอร์ใช้ก่อนในสัปดาห์นี้
จากนั้นจะขยายผ่าน Fairwind Program ให้พาร์ตเนอร์ที่ไว้ใจได้ ก่อนเปิดให้นักพัฒนาและผู้ใช้ทั่วไป
การเรียงลำดับแบบนี้สะท้อนบทเรียนจากโมเดลสายโจมตีที่ผ่านมา คือความสามารถในการหาและใช้ช่องโหว่มีประโยชน์ทั้งสองทาง
ฝ่ายป้องกันได้เครื่องมือที่เร็วขึ้น แต่อีกฝ่ายก็ได้เช่นกัน การปล่อยให้ฝ่ายป้องกันก่อนจึงเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในเชิงนโยบาย
ถ้าคุณรอใช้ Carbon ผ่าน Gemini API หรือแอป Gemini วันนี้ยังใช้ไม่ได้ และยังไม่มีวันที่ชัดเจน
ตอนนี้ทำได้แค่เตรียมงานที่เหมาะกับโมเดลระดับนี้ไว้ เช่น งานตรวจช่องโหว่ในโค้ดเก่า งานรีแฟกเตอร์ระบบใหญ่ และงานที่ agent ต้องวิ่งหลายวัน
แต่ต้องวางแผนเรื่องต้นทุนด้วย เพราะราคาขาออก 20 ดอลลาร์ต่อล้านโทเคนเมื่อพ้นโปรจะแพงกว่าโมเดลเล็กหลายเท่า
ตัวอย่างภาพจินตนาการที่ผมใช้คิด: ทีมความปลอดภัยขนาดห้าคนมีโค้ดเบสเก่าสองล้านบรรทัด และต้องการสแกนหาช่องโหว่ทุกไตรมาส งานแบบนี้เหมาะกับโมเดลที่ทนงานยาว แต่ค่าใช้จ่ายจะขึ้นกับปริมาณโค้ดที่ส่งเข้าไป ไม่ใช่จำนวนคนในทีม
ประกาศเปิดตัวโมเดลส่วนใหญ่มีโครงเดียวกัน คือชู benchmark ที่ตัวเองชนะ และเล่าเรื่องความปลอดภัยที่ตัวเองพัฒนา
ผมไม่ได้บอกว่า Google โกหก แต่ผมบอกว่าตัวเลขที่ไม่มีคนนอกวัดซ้ำ ควรถูกอ่านเป็นคำกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ตัวเลขที่ผมให้ค่าที่สุดในบทนี้จึงมีสองตัว คืออันดับบน Artificial Analysis ที่ผมเปิดดูเอง และราคาที่ระบุชัดทั้งช่วงโปรและหลังโปร
Gemini 4 Carbon คือโมเดล frontier ตัวใหม่ของ Google ที่เก่งด้านความปลอดภัยไซเบอร์และงานยาว ซึ่งนำอันดับ Artificial Analysis Intelligence Index ที่ 59 และจะเปิดให้กลุ่มผู้ป้องกันไซเบอร์ก่อนใคร
แต่มันยังไม่ได้เปิดให้คนทั่วไป และตัวเลขส่วนใหญ่ยังเป็นข้อมูลจาก Google เอง
ถ้าจะสรุปเป็นประโยคเดียว Carbon คือการเดิมพันว่าโมเดลที่เก่งเรื่องโจมตี ควรถูกปล่อยให้ฝ่ายป้องกันถือก่อน
คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "มันชนะ benchmark ไหม" แต่เป็น "เมื่อมันออกสู่สาธารณะ ใครจะได้ใช้มันก่อนกัน"
Google (28 ต.ค. 2026) · Gemini 4 Carbon: our next frontier model. https://blog.google/innovation-and-ai/models-and-research/gemini-models/introducing-gemini-4-carbon/
Artificial Analysis (2026) · LLM models และ Intelligence Index. https://artificialanalysis.ai/models
Artificial Analysis (2026) · Gemini 4 Carbon (High) model page. https://artificialanalysis.ai/models/gemini-4-carbon